ไขข้อข้องใจ’เมล์ปะทะเก๋ง’ คาป้ายรถใครผิด-ใครถูก

ชาวเน็ตแห่เถียงสนั่น! อุบัติเหตุรถเมล์เฉี่ยวชนกับรถเก๋งที่จอดบริเวณป้ายรอรถประจำทาง ใครผิดหรือถูก? ด้านทนายคู่ใจเผย รถเก๋งชดใช้แน่นอนจากกรณีโลกออนไลน์เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังจากที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ได้โพสต์ข้อความระบุ “ขอถามผู้รู้หน่อยครับ? รถเมล์จะเข้าป้าย แต่รถคันนี้มาจอดที่ป้ายรถเมล์ รถเมล์ต่อท้ายรถคันนี้

ส่งคนขึ้นลงเสร็จก็ออกจากป้าย รถคันนี้เปิดประตูออกมาโดยไม่ได้ดูว่ารถเมล์เขากำลังออกตัวไป โดนเติมๆ ใครผิดกันแน่ สน. ดังบอกรถเมล์ ผมก็งง” พร้อมเผยภาพของรถโดยสารประจำทางสีขาวแดง สาย13 คลองเตย-ห้วยขวาง ที่กำลังเฉี่ยวชนกับรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน สีเทา ที่กำลังจอดอยู่บริเวณป้ายรถเมล์ จนทำให้ประตูฝั่งคนขับเก๋งคันดังกล่าวเกิดความเสียหาย โดยทางเจ้าของโพสต์ยังเผยอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจลงความเห็นว่า คนขับรถเมล์เป็นฝ่ายผิด เนื่องจาก รถเมล์ขับคร่อมเลน ทั้งนี้ ภายหลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวเผยแพร่ออกไปในโซเชียลมีเดีย ทำให้บรรดาเจ้าเน็ตต่างถกเถียงถึงความผิดของทั้งสองฝ่ายอย่างล้นหลามนั้น

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงข้อกฎหมายในเรื่องดังกล่าวกับ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความชื่อดังเจ้าของเพจเผยว่า จากภาพหลังจากเกิดเหตุดังกล่าว ในส่วนของตนมองว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ฝ่ายคนขับรถเก๋งเป็นฝ่ายที่จะต้องดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายให้กับทางฝ่ายรถเมล์ เนื่องจากทางคนขับรถเมล์ได้ขับรถเลยประตูดังกล่าวมาแล้ว แต่คนขับเก๋งกลับเปิดประตูรถออกมา โดยในจุดนี้การกระทำของคนขับเก๋ง จะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาพิชย์ มาตรา 420 ระบุ ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ซึ่งในส่วนของการวินิจฉัยเหตุการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น หากตรวจสอบร่องรอยการชน ภาพกล้องวงจรปิดเพื่อเป็นหลักฐานในแง่ของข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยกันได้ ทั้งนี้เมื่อกระบวนการต่างๆ ไปถึงชั้นศาล ท่านก็จะวินิจฉัยตามหลักฐานข้อเท็จจริงว่า สาเหตุแห่งความประมาท จนกลายเป็นอุบัติเหตุนั้นเกิดจากอะไร เพราะการที่เปิดประตูไปถูกรถคนอื่นจนเสียหายนั่น เป็นความประมาท ส่วนการที่ฝ่ายเก๋งไปจอดรถในที่ที่กฎหมายระบุไว้ว่าห้ามจอด ก็เป็นอีกความผิดหนึ่งอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้รถใช้ถนนมีความใจเย็น ถ้อยทีถ้อยอาศัย อุบัติเหตุต่างๆ ก็คงจะลดน้อยลง. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews