อย่าทำอย่างนี้ไม่ว่ากับใคร! ของขวัญอันตรายที่ไม่ควรมอบให้กันในญี่ปุ่น

หากคุณส่งของขวัญให้ใครสักคน สิ่งที่คุณคาดหวังคงไม่มีอะไรมากไปกว่ารอยยิ้มบนใบหน้าและความดีใจของผู้รับ แต่สำหรับในญี่ปุ่น คุณจะต้องเพิ่มความใส่ใจในเรื่องนี้ขึ้นสักหน่อย เพราะไม่ใช่ของทุกชิ้นจะเป็นของขวัญได้ และนี่คือเหล่า “ของขวัญต้องห้าม” ที่คุณพึงระวังก่อนมอบให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เจ้านาย หรือเพื่อนๆ ก็ตาม

ของขวัญต้องห้ามในงานแต่งงาน
พิธีแต่งงานถือเป็นหนึ่งในงานที่มีรายนามของขวัญต้องห้ามเยอะทีเดียว ตั้งแต่ห้ามของมีคม เพราะเป็นสัญลักษณ์ถึงการหั่นความสัมพันธ์ให้ขาดสะบั้น ซึ่งของในหมวดนี้มีทั้ง กรรไกร มีด และอื่นใดก็ตามซึ่งมีคมก็ห้ามเช่นกัน จากนั้นก็คือ ห้ามให้ผ้าเช็ดหน้า เนื่องจากว่าคำว่าผ้าเช็ดหน้านั้น หากเขียนเป็นตัวคันจิจะออกเสียงว่า Tegire ซึ่งคล้ายคำว่า Kire ซึ่งแปลว่า ตัด แม้จะเขียนไม่เหมือนกันก็ตาม ทำให้คล้ายการสื่อความหมายเชิงลบว่า ตัดความสัมพันธ์ นั่นเอง และไม่ใช่แค่สำหรับงานแต่งงาน แต่ผ้าเช็ดหน้าสีขาวก็ยังเป็นของต้องห้ามในงานศพด้วย

Kushi หรือหวี ก็ไม่ควรนำมาเป็นของขวัญ ส่วนชาญี่ปุ่นก็เป็นของต้องห้าม เพราะชามักถูกนำมาใช้ในพิธีอวมงคล เช่น งานศพหรือไว้ทุกข์ รวมถึงของที่แตกได้ง่ายก็ไม่นิยมให้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแก้ว แก้วไวน์ กระจก หรือของที่เปราะบางแตกง่ายอื่นๆ และไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่ตัวเลขก็ต้องระวังด้วยเหมือนกัน อย่างเช่นเลข 9 เพราะในภาษาญี่ปุ่น 9 ออกเสียงว่า Ku หรือ Kyuu ซึ่งดูคล้ายตัว Ku ที่แปลว่า ทุกข์ทนหรือเจ็บปวด ส่วนเลข 4 ออกเสียงว่า Yon หรือ Shi ซึ่งออกเสียงเหมือนคำว่า Shi ที่แปลว่า ตาย ในภาษาญี่ปุ่น

ในบางประเทศอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา แขกที่มางานนิยมมอบของให้ในบ้านให้แก่คู่แต่งงานใหม่ เพื่อนำไปใช้ในชีวิตแต่งงาน แต่ญี่ปุ่นจะคล้ายๆ คนไทยนั่นคือ นิยมนำเงินใส่ซองมอบให้แก่บ่าวสาว แต่ขึ้นชื่อว่าคนญี่ปุ่นเสียอย่าง ก็ต้องมากพิธีกันหน่อย เริ่มจากซองที่ใส่ ก็ต้องเป็นซองเฉพาะ ที่เรียกว่า Shuugi Bukuro จำนวนที่ให้กันตามธรรมเนียมก็คือ 30,000 เยน (ประมาณ 8,700 บาท) รวมถึงจำนวนรวมที่มีเลข 4 กับ 10 ก็ไม่ได้ด้วยเหมือนกัน เพราะออกเสียงคล้ายคำที่มีความหมายไม่ดีอย่างที่กล่าวมา ใครได้รับเชิญไปงานแต่งงานในญี่ปุ่น ถือว่าต้องเตรียมตัวอย่างมากเลยทีเดียว

ไปเยี่ยมคนไข้ที่โรงพยาบาลก็ต้องเลือกของให้ดี
สำหรับในญี่ปุ่น หากคุณต้องนอนโรงพยาบาลขึ้นมา นอกจากคนในครอบครัวและเพื่อนสนิทจะมาเยี่ยมแล้ว ยังเป็นเรื่องธรรมดาที่เพื่อนร่วมงานหรือคู่ค้าทางธุรกิจจะเดินทางมาเยี่ยมด้วย ซึ่งของที่นิยมนำมาเยี่ยมไข้ก็คือ ดอกไม้ ถือเป็นการมอบกำลังใจอย่างดีแก่ผู้ป่วย แต่ก็ควรระวังเช่นกัน เพราะไม่ใช่ดอกไม้ทุกชนิดจะมีความหมายที่ดี และนี่คือชนิดของดอกไม้ต้องห้ามในการเยี่ยมไข้ของญี่ปุ่น

เบญจมาศ – ดอกไม้ชนิดนี้กลายเป็นของต้องห้ามหลังจากที่คนนิยมนำไปใช้ในพิธีฝังศพกันมาก การนำไปเยี่ยมจึงชวนให้คนไข้นึกถึงงานศพมากกว่าการหายดี

ลิลลี่ – เป็นดอกไม้ต้องห้ามเพราะมีกลิ่นแรง และมีลักษณะกิ่งโน้มเอาดอกลง ชวนให้รู้สึกหดหู่

ไซคลาเมน (Cyclamen) – ออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นว่า Shikuramen มีทั้งคำว่า Shi และ Ku ซึ่งหมายถึง ตายและเจ็บปวด มาพร้อมกันทั้งสองตัวเลย

คาเมลเลียญี่ปุ่น (Camellia japonica) – คนญี่ปุ่นเรียกว่าดอกทสึบากิ สาเหตุที่ไม่นิยมนำมาเป็นดอกไม้เยี่ยมไข้เพราะว่า เมื่อดอกไม้ชนิดนี้เฉาจะเหี่ยวคอตกลงมา ชวนให้รู้สึกถึงหัวที่ห้อยลงของคนตาย

กุหลาบแดง – ไม่ว่าจะแดงเข้มแดงอ่อนก็ไม่ดีทั้งสิ้น เพราะอาจทำให้คนป่วยนึกไปถึงเลือดได้

ดอกไม้ที่อยู่ในกระถาง หรือจำเป็นต้องปลูกในกระถาง – ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า ดอกไม้ที่ปลูกในกระถาง หรือดอกไม้มีราก คือคำว่า Nezuku ซึ่งออกเสียงคล้ายคำว่า Netsuku ที่แปลว่าหลับ ชวนให้จินตนาการไปถึงการล่วงหน้าไปสู่ความตาย

นอกจากดอกไม้แล้ว สิ่งของอื่นๆ ประเภทชุดนอน สบู่ แปรงสีฟัน ก็ไม่ควรมอบให้เช่นกัน เพราะชวนให้คนไข้รู้สึกว่าต้องอยู่ในโรงพยาบาลไปอีกนาน

งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ ไม่ควรให้อะไรบ้าง
ในญี่ปุ่นหากคุณได้รับเชิญไปงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ ของขวัญที่คุณไม่ควรนำไปมอบให้เลย คือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับไฟ เพราะชวนให้ผู้รับนึกหวาดระแวงเรื่องไฟไหม้ขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นไฟแช็ค เตา เทียนไข รวมถึงไม่ควรให้สิ่งที่เป็นสีแดง อย่างดอกไม้สีแดงด้วย เพราะชวนให้นึกถึงไฟเช่นเดียวกัน

อันที่จริงทุกวันนี้วัยรุ่นญี่ปุ่นสมัยใหม่ก็แทบจะไม่รู้และไม่สนใจเรื่องพวกนี้กันแล้ว แต่ก็เป็นสิ่งดีหากคุณจะรู้ข้อมูลเหล่านี้ไว้ก่อนเพื่อปรับใช้ในโอกาสที่จำเป็น เช่น ถ้าคุณมีคนใกล้ชิดและรู้ว่าคนๆ นั้นชอบดอกไม้บางชนิดมาก ชอบเครื่องแก้ว หรือสะสมเทียน ก็คงจะไม่เป็นไรหานำของเหล่านี้มามอบเป็นของขวัญ แต่หากคุณต้องมอบของให้แก่คนที่คุณไม่สนิทมากนัก อย่างเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายล่ะ การรู้ข้อปฏิบัติเหล่านี้ก็จะช่วยให้คุณเลือกของขวัญได้ถูกกาลเทศะขึ้น และแสดงถึงความเข้าใจที่มีต่อคนญี่ปุ่นได้อย่างเหมาะสมด้วย

ขอบคุณข้อมูล จาก sanook.com